admission

zonesiam tutor ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกับศาสนา

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกับศาสนา  
- ศาสนาคืออะไร แล้วต่างอะไรจากลัทธิ (ว่ะ?)
- จะเป็นศาสนาต้องมีอะไรบ้าง?
- กรี๊ดดดด  ศาสดามีตั้งหลายแหน่ะ
-  ศาสนากับต้นไม้ ????
- คำสอนแบบ Basic แต่ไล่จิก จนถึงระดับ Advance
-  รู้หรือไม่ว่า สี่แพร่ง!!  เป็นชนวนการเกิดศาสนา!!!!
-----------

ทั้งหมดนี่รวมอยู๋ในนี้แล้วครับ กับบทเรียนโซนสยามออนไลน์ (file mp3)
โหลดโลดครับ
แสดงเนื้อหา ขอบคุณสำหรับการแสดงความคิดเห็นภายในกระทู้.

http://www.mediafire.com/?otnkbti2250

มาละเหวย มาละวา ฮิ้วววว... สวัสดีครับขอต้อนรับเข้าสู่โซนสยามติวเตอร์นะครับวันนี้ผมแอดมินก็มีความรู้ ดีๆมาฝากเพื่อนกันอีกเช่นเคยครับสำหรับทเรียนวันนี้เราจะมาเจาะลึกกันถึง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาสนากันครับ เรื่องศาสนาเนี่ย จะว่าไปก็เป็นเรื่องเบซิ๊ก เบสิกหนะครับ แต่เชื่อเห๊อะ!บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วศาสนาก็มีอะไรซ่อนอยู่เยอะ แยะ!!

ก่อนที่จะเรียนศาสนา เราก็ต้องมาทำความรู้จักศาสนากันก่อน  การที่จะเป็นศาสนาได้นั้นอ่ะ ก็ควรจะมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้  .... ศาสดา หลักธรรมคำสอน (หรือที่เรียกกันว่า คัมภีร์)  มีศาสนพิธี (หรือพิธีกรรม)  มีสาวก มีศาสนพิธี และก็มี "ความศักดิ์สิทธิ์"   แล้วองค์ประกอบไหนสำคัญที่สุดละ? นั่นสิ คิดๆๆๆ ... แต๊น แต๊น แต้นนนนน... เฉลยก็คือ หลักธรรมคำสอน ครับผม อ้าว! ทำไมล่ะ?? อย่าๆ อย่าได้งงไปครับ เด่วผมจะพาไปชี้ชัดกันครับ!!

>> ทำไมศาสดาถึงไม่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดละบักสน?????!!!  (ป้าข้างบ้านอีเมลล์มา -*-)
โห คุณป้าครับ ไฮโซ แอบส่งอีเมลล์มาให้ด้วย อิอิ  เหตุผลที่ศาสดาไม่ใช่องค์ประกอบที่สำคัญ ก็เพราะว่า "บางศาสนา ไม่มีศาสดานะสิครับ!!!"   กรี๊ดดดด เสียงเจ๊เมทร้องตกใจ (คุณเธอนั่งฟังการบรรยาย)
"ต้าย  เพิ่งรู้นะเนี่ย!!   ว่าแ่ต่ศาสนาไรย่ะ ไม่มีศาสดา พิลึกดี"   น่านไปว่าเค้าอีก  เอาละเจ๊ผมจะบอกว่าศาสนาที่ไม่มีศาสดาก็คือ "ศาสนาพรา์ห์มณ- ฮินดู" ขอรับกระผม!!   อ้าว!! เจงดิ >> เออ!!! ก็เพราะว่าศาสนาพราม-ฮินดู (ขออนุญาตเขียนแบบสั้นๆ อิอิ)  เป็นศาสนาที่มีมานาน นานยิ่งกว่าสมัยพระเจ้าสามเหา ยังไม่มีเหาแหน่ะ!!  เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็น "เจ้าของ" ศาสนานี้ ดังนั้นก็เลยเรียกไ้ด้ว่า ศาสนานี้ บ่มีศาสดาเด้อ!!!

ครั้นพูดถึงศาสดา รู้กันหรือป่าวว่า ศาสดามีสองประเภทนะ (เฟ้ย)  อ่ะๆ อย่าทำหน้าตาแอ๊บแบ๊วแบบนั้น ไม่รู้ก็ไม่มีใครว่าหรอกน่า....  ศาสดาแบ่งออกเป็นสองประเภท คือศาสดา ที่เป็น "เจ้าของ" กับศาสดาประเภท "เผยแผ่"   ชี้ชัดกันให้มากกว่านี้ซิ....

ศาสดาที่เป็นเจ้าของศาสนาก็ได้แก่ พระพุทธเจ้า ไงครับ พระองค์เป็นผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธขึ้นมา และก็ไม่ได้มีศาสดาคนอื่นๆอีก  แบบนี้แหล่ะครับที่เรียกว่า "ศาสดาธรรมดา"

แล้วอย่างที่สองล่ะ??
ศาสดาอย่างที่สอง เป็นศาสดาประเภท "ป่าวประกาศ" ครับ มีหน้าที่ในการเผยแผ่ศาสนา แต่ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของศาสนานั้นเองนะครับ แต่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของ ให้มา "ทำแทนตูหน่อย" ศาสดาประเภทนี้มีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า "ประกาศก" ครับ หรืออีกชื่อก็คือ "ศาสดาพยากรณ์"  (ไม่ใช่โหรหลวงพยากรณ์นะจ๊ะ นั่นมันคนละเรื่องกัน)  ศาสดาพยากรณ์ส่วนใหญ่จะมีในศาสนาที่นับถือพระเจ้า ครับ เช่นในศาสนาคริสต์ ก็จะมีศาสดาพยากรณ์หลายคน  อาทิ โมเสส อับบราฮัม   แต่เจ้าของจริงๆ คือ "พระยะโฮวาห์"   หรืออย่างในศาสนาอิสลาม ที่มี "เจ้าของ" คือ พระอัลเลาะห์ แต่ก็มี "ท่านนะบีูมูฮัมหมัด" ที่เป็นศาสดาพยากรณ์

อ่านถึงนี้แล้ว ตอบคำถามผมซิว่า .... ศาสดามีีกี่ประเภท!!   ถูกต้องครับ สองเพศ  เอ้ย สองประเภท!!! -*-


>> แล้วทำไมองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดถึงต้องเป็นหลักธรรมคำสอนว่ะ ???!!
ก็เพราะว่าหลักธรรมคำสอน จะเป็นสารที่มีไว้ให้คนนับถือรู้ว่า ศาสนานี้เกี่ยวกับอะไร นับถืออะไร มีแนวทางที่เราควรปฎิบัติตามอย่างไร

เอางี้ คิดตามง่ายๆ  ลองสมมติว่า  วันดีคืนดีเจ้เมทผมเกิดบรรลุ หลักธรรม คุณเธอก็ต้องการจะมีศาสนาของตัวเอง  แต่เธอก็ไม่มีอะไรไปสอนเค้าร้อก รู้อยู่คนเดียว ไม่ได้สอนคนอื่นว่าที่ตัวเองรู้ มีอะไรบ้าง อยากทราบว่า หากเธอไม่มีหลักธรรมคำสอน แล้ว "ใครหน้าไหน จะไปนับถือ" แม่นบ่?????   หากไม่มีคำสอน ก็ไม่มีฟัง ไม่มีคนอ่าน พอไม่มีคนอ่าน คนฟัง ก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครศรัทธา ....  แต่ถ้าหากว่าวันใด ที่เจ้เมทผมเธอรวบรวมลมปราณได้เต็มที่ พร้อมจะสำแดงเดชอภิหารเจ้าแม่ทุเรียนกวน ออกมาให้ชาวประชาได้รู้  เธอได้ไปเผยแผ่หลักธรรมที่เธอบรรลุได้ นั่นก็คือหลักธรรม "ม่วงทองส่องอำไพ" พร้อมทั้งมีคัมภีร์ของตัวเอง ได้แก่คัมภีร์ "ม่วงเฉิดฉาย ประกายแพร้วเพริศพริ้ง" เธอเริ่มออกไปเผยแผ่ แถวสีลม แล้วปรากฎว่า มีคนได้ยิน ไ้ด้เห็น ได้อ่าน ได้รับรู้ ก็อาจจะมีคนเริ่มนับถือ มาเป็น สาวก "ม่วงทอง"  ว้าว...นั่นแหล่ะเริ่มกลายเป็นศาสนาได้แล้ว....(แต่ก็ยังไม่เป็น เสียซะทีเดียว ต้องมีรายละเอียดอีก เด่วอ่านต่อละกัน)  เห็นไหมล่ะ ว่า เจ้าหลักธรรมคำสอนนี่แหล่ะ ที่สำคัญมาก ที่ทำให้เริ่มมีคนนับถือมากยิ่งขึ้น พอคนนับถือมากขึ้นก็เริ่มมีสิ่งต่างๆตามมา เช่น อาจจะมีนักบวช อาจจะมีพิธีกรรมต่างๆ สาระพัดแล้วแต่จะมี...

ทีนี้มาเจาะลึกกันให้มากยิ่งขึ้น  หลักธรรมคำสอนของแต่ละศาสนาก็จะมีแ่บ่ง เป็นระดับๆ นะครับ level ใหญ่ๆนั้นจะมีอยู่ 2 level คือ ระดับเบสิก (ศีลธรรม) กับระดับ Advance (ปรมัตถ์สัจจะ)  ระดับเบสิกหรือระดับศีลธรรมส่วนมากก็จะเกี่ยวข้องกับ "คนทั่วไป" สำหรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิเช่น ศีลห้า บัญญัติ 10 ประการ เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักธรรมที่คนทั่วไป "ทำได้" (หากคิดจะทำอะน่ะ)  ส่วนระดับแอดแวนซ์ ก็จะเป็นคำสอนแนวๆที่เน้นมากขึ้น ต้องทำความเข้าใจเป็นอย่างดี ถึงจะเข้าถึงแก่นของคำสอนได้ ซึ่งจะมีไว้สำหรับ "บรรลุ" เอิ๊กส์ๆๆๆ

>>ถามว่า แล้วจำเป็นป่ะที่ต้องมีนักบวช ??!!
จำเป็นมาก ถ้าเธอต้องการจะไปบวช!! อิอิ  จริงๆแล้ว นักบวช หาใช่สิ่งจำเป็นสำหรับศาสนาไม่ เพราะศาสนาบางศาสนาก็ไม่มีนักบวชเด้อคับ ศาสนาที่เด่นชัดเรื่องนี้คือศาสนา อิสลาม ไงครับ ที่ไม่มีนักบวช แต่จะมีแค่นะบีห์ ที่เป็นผู้นำทางศาสนาครับผม  หรือจะเป็นศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ ที่ไม่มีบาทหลวง  ...


มีคนเคยเปรียบศาสนากับต้นไม้ ว่าแต่ใครกันนะที่เปรียบเทียบเช่นนั้น ไอ้ข้ากระผมก็หาทราบไม่ อิอิ  เค้าบอกว่า ถ้าจะเปรียบศาสนากับต้นไม้  จะเปรียบได้ดังนี้
เปลือก >> พิธีกรรม เพราะเป็นเพียงภายนอกเท่านั้น เป็นสิ่งที่คนมองเห็น
กิ่งก้านสาขา >> สาวก คนนับถือ เพราะว่ากิ่งก้านสาขามันแตกกิ่งก้านไปได้อีก ก็เหมือนกับศาสนาที่จะมีสาวกเพิ่มขึ้น หรือบางครั้งกิ่งอาจจะตายไป (สาวกเริ่มขาดความศรัทธา)
รากต้นไม้ >> ศาสดา  เพราะว่าเป็นคนก่อตั้งศาสนา และเป็นผู้ทำให้มีศาสนานี้ขึ้นมา
แก่น >> หลักธรรม เพราะว่าถือว่าเป็น "หัวใจ" และสิ่งที่อยู่ "ภายใน" ของศาสนา เป็นสิ่งที่สำคัญมากกกกกกกกกกกกก

ลองวาดรูปดูเพื่อทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น!!  ไปวาดรูปก่อนเซ้!!!

โอ้  เมาท์มาตั้งนาน ข้ามขั้นไปได้อย่างไรเนี่ย  หลายๆคน(แม้แต่ตัวผม) ก็คงเคยสงสัยกันนะครับว่า แล้วทำไมต้องมีศาสนา เออนั่นสิ ทำไมว่ะ? แล้วสาเหตุจริงๆ คืออะไร ???
  มูลเหตุที่สำคัญที่สุด ก็คือ "ความกลัว" ครับ (คิดถึงเรื่อง สี่แพร่ง >> เมื่อความกลัวเข้ามาทุกทิศทาง)  มนุษย์ เราเป็นคนขี้กลัวครับ  กลัวนั่นกลัวนี่ กลัวสอบตก กลัวเอนท์ไม่ติด กลัวแฟนไม่หล่อ กลัวแฟนไม่สวย กลัวจะไม่รวย กลัวสวยเกินไป!!! สาระพัดความกลัว  พอเราเริ่มเกิดความกลัว เราก็อยากจะ "มีที่พึ่ง" และต้องการ "หาคำตอบ" เพื่อมาตอบคำถามเกี่ยวกับความกลัวของเรา  ขอยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ เช่น ในสมัยก่อน ฟ้าร้องฝนตก ทำให้ผู้คนก็กลัวอกสั่นขวัญแขวน และก็จินตนาการไปว่า ต้องมีใครสักคนแน่ๆที่ทำให้ฝนตก อาจจะเป็นสิ่งศักดิ์ิสิทธิ์ เหนือธรรมชาติเป็นผู้ทำให้ฝนตกก็ได้  ชาวเมืองก็เลยพากันขนานนามเทพนั้นว่า "วารีเทพ"  แล้วก็เริ่มทำพิธีบวงสรวง จากนั้นก็เริ่มมีพัฒนาการ จนกลายเป็น "ศาสนา" ขึ้นมาครับ   สาเหตุที่สำคัญที่สุด ขอย้ำอีกรอบ นั่นก็คือ "ความกลัว"  แต่สาเหตุ "เบื้องต้น" คือ "ความไม่รู้" ครับ ดังนั้น หน้าที่พื้นฐานของศาสนาก็คือ "ต้องอธิบายและให้คำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาิติได้"  

พูดถึงศาสนา มีอีกอย่างนึงที่คล้ายๆกัน นั่นคือ ... ลัทธิ  ลัทธิจะมีไว้สำหรับคน "เฉพาะกลุ่ม" เท่านั้นนะครับ ในขณะที่ ศาสนาจะเป็นของ "คนทั่วไป"  และสิ่งที่ทำให้ศาสนาต่างจากลัทธิ์ ก็คือ "ความศักดิ์สิทธิ์" ครับ ศานาจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่ลัทธิจะไม่มี  (เคยออกข้อสอบมาแล้วนะ)

เห้อกว่าจะจบเรื่องนี้ก็ทำเอาเมื่อยทั้งปากเมื่อยทั้งมือ เอิ๊กส์ๆๆๆ   อ่านจบแล้ว ให้ Feedback กลับมาได้เน้อ แล้วเจอกันใหม่กับบทเรียนหน้าครับ


Featured on Creattica

hackerlife View my profile

Recommend